วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555

AEC  (กลุ่มเศรษฐกิจประชาคมอาเซียน) ยังไม่เริ่มเหลืออีกตั้ง 3ปี(AEC เริ่มปี 2558) เสรีแรงงานในภูมิภาคอาเซียน แต่วันนี้ดูเหมือนแรงงานพม่าที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยระนองเริ่มมีเสรีภาพ อำนาจและสิทธิ์การต่อรองมากขึ้นแล้ว เมื่อขอขึ้นค่าแรงเป็น 300บาทเท่ากับคนไทย โดยอ้างค่าครองชีพในเมืองไทยแพงไม่พอค่าแรงที่ได้รับวันละ 150-220บาท หากไม่ขึ้นให้ขู่พร้อมเดินทางกลับประเทศพม่าแน่นอน

ซึ่ง ครม. มีมติเห็นชอบให้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300บาททั่วประเทศในวันที่ 1มกราคม 2556 นี้แน่นอนซึ่งเหลือเพียงไม่กี่วันเท่านั้น เมื่อคนไทยได้ขึ้นค่าแรง 300บาทแล้ว แรงงานพม่าทำไมจะไม่ได้หล่ะ งั้นเรารวมกลุ่มกันเป็น "สหภาพแรงงานพม่าที่ทำงานในเมืองไทย" เพื่อมีอำนาจการต่อรองทั้งจากนายจ้างและรัฐฯ คนไทยให้ความสำคัญกับแรงงานพม่าตั้งแต่เริ่มมีตู้เอทีเอ็มที่มีภาษาพม่าติดตั้งไปทั่วบริเวณที่มีแรงงานพม่าอาศัยทำงานอยู่จำนวนมาก  และต่อมาก็คือการออกใบขับขี่ให้กับพม่า นั้นแสดงให้เห็นเรา(หมายถึงรัฐฯ)พร้อมต้อนรับและดูแลแรงงานที่อพยพเข้ามาทำงานในประเทศไทย

มีประเด็นที่ผมมองอยู่มี 2ประเด็นคือ

  1. แรงงานพม่าควรได้ค่าแรง 300บาทเท่ากับคนไทยรึไม่? หากจะประสบการณ์ที่ได้พบเจอ อ่านตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือแม้แต่คำบอกเล่าจากคนรู้จั ก แรงงานพม่าที่อพยพเข้ามาทำงานในประเทศไทยนั้นเป็นแรงที่ด้อยฝึมือในช่วงแรก มีแต่แรงงานและความขยันเท่านั้นที่ทำให้นายจ้างยังคงจ้างเขาทำงานอยู่ ซึ่งงานเหล่านั้นที่แรงงานพม่าทำล้วนเป็นงานที่คนไทยไม่อยากทำทั้งนั้น เช่น ลูกเรือประมง, คนงานในท่าเรือ, คนงานก่อสร้าง, คนเก็บขยะ ฯลฯ ซึ่งเพียงไม่นานแรงงานพม่าเหล่านี้สามารพัฒนาฝีมือแรงงานขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว บวกกับความขยันที่แรงงานไทยไม่มี ทำให้นายจ้างคนไทยเลือกที่จะจ้างแรงงานพม่าหรือแรงงานต่างด้าวมากกว่าคนไทย ถามว่าหากคุณเป็นนายจ้างที่มีลูกจ้างที่ขยันขันแข็ง และมีฝีมือ คุณจะจ่ายให้เขาไหมในราคา 300บาทต่อวัน(ไม่รวมล่วงเวลา) โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติหรือสัญชาติ เป็นผม ผมยอมจ่ายครับ
  2. แรงงานพม่าไร้ฝีมือ สร้างความวุ่นวายในประเทศไทย ดูเหมือนประเทศไทยจะอนุโลมการลักลอบเข้าประเทศมาทำงานสำหรับคนต่างด้าวอย่างมาก โดยให้คนที่ลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทย(ซึ่งปกติก็สามารถเข้ามาทำงานแบบถูกต้องตามกฏหมายได้โดยไม่มีใครห้าม แต่ไม่รู้ทำไม่ต้องแอบเข้ามาด้วย) สามารถเข้ามาขึ้นทะเบียนเป็นแรงงานที่ถูกกฏหมายได้ปีละ 1 ครั้ง ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แต่ในกลุ่มคนเหล่านี้ก็มักจะมีคนที่ไม่ดี ทำตัวแย่ ไม่ทำตามกฏหมายไทย เป็นนักเลง ขายยา ติดการพนัน ฯลฯ ซึ่งนั่นเป็นแค่เพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่สร้างความวุ่นวายให้กับประเทศไทย ทำให้คนไทยรัจเกียจและมองแรงงานพม่าคนอื่นๆที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยในแง่ลบ ซึ่งนั่นไม่เป็นความจริง
การออกมาเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300บาทของแรงงงานพม่าครั้งนี้ ผมมองว่ามันเป็นเพียงการต่อรองที่ไม่มีทางทำได้ หากรัฐฯยอมทำตามข้อเรียกร้องดังกล่าวที่ต้องจ่ายให้กับแรงงานที่ไร้ฝีมือในราคา 300บาทต่อวัน โดยการอ้างเหตุผลว่า "ค่าครองชีพในประเทศไทยสูง" นั้นไม่มีทางทำได้แน่นอน เพราะคนไทยเคยออกมาบอกรัฐบาลของนายก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้วว่า ค่าครองชีพในประเทศไทยสูง,สินค้าราแพง, น้ำมันแพง ฯลฯ เราขอขึ้นค่าแรง และหากคุณยังจำได้นายกยิ่งลักษณ์ออกมาบอกประชาชนทั้งประเทศผ่านสื่อต่างๆว่า "สินค้าไม่ได้แพงนะ คนไทยคิดไปเอง" และคิดเหรอว่ารัฐฯจะยอมทำตามข้อเรียกร้องดังกล่าวของแรงงานพม่าในประเทศไทย
หากรัฐบาลยอมขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300บาทตามที่แรงงงานพม่าเรียกร้องครั้งนี้  นั้นถือเป็นการตบหน้าคนไทยทั้งประเทศเลยก็ว่าได้
การขู่แกมบังคับว่าหากไม่ได้ขึ้นค่าแรง 300บาทพร้อมคนไทยในวันที่ 1 มกราคม 2556 จะอพยพกลับประเทศ ผมถามว่า แรงงานพม่าเหล่านี้จะกลับไปรับค่าแรงวันละ 125บาทที่ประเทศพม่าเหรอครับ การอ้างว่าค่าครองชีพสูงนั้นเป็นเรื่องตลกที่เอาไว้หลอกคนโง่เท่านั้น เพราะสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศพม่านั้นล้วนนำเข้าจากประเทศไทยเป็นส่วนมาก ดังนั้นราคาสินค้าในเมืองไทยกับพม่าไม่ได้มีความแตกต่างกันมากหรอกครับ ข้าวแกงเมืองไทย 25บาท แต่ข้าวแกงที่พม่า 75บาท กินข้าว 20จานที่พม่าค่าแรงวันนี้ก็หมดแล้วครับ

แต่ก็ไม่แน่เหมือนกันนะครับ เพราะหลังจากประเทศไทยประกาศขึ้นค่าแรงเป็น 300บาททั่วประเทศ ในวันที่ 1 มกราคม 2556 ฐานการผลิตของนักลงทุนต่างประเทศในประเทศไทยอาจจะต้องย้ายไปที่ประเทศพม่าแทน เพราะค่าแรงขั้นต่ำในพม่าถูกกว่าไทย และราคาต่ำที่สุดในอาเซียน ถึงตอนนั้นแรงงานพม่าอาจจะไม่ต้องอพยพมาทำงานในประเทศไทยอีกก็เป็นได้

1 ความคิดเห็น:

  1. แรงงานพม่า ก็เหมือนคนไทยนั้นหละครับ ไปบ้านเค้า ก็ต้องขยันเป็นธรรมดา
    เพราะเดี๋ยวคนไม่จ้างงาน แต่แรงงานที่บริษัทผม จ้างพม่า เป็นรปภ. 2คน ผัวเมีย แรก ๆก็ดี หลัง ๆ กินเหล้าในเวลางาน แถม ล่าสุด ให้คนผัวออกไปเพราะมันขโมยมือถือพนักงาน ส่วนคนเมีย ยังจ้างอยู่ และล่าสุดอีกนั้นหละ บริษัทผมให้คนเมีย เช้าเฝ้าตึก A บ่ายเฝ้าตึก B (เดิมอยู่ตึกAทั้งวัน และ ระหว่างตึกห่างกัน200เมตร) มันบอกว่า มันไม่กล้าอยู่ตึก Bเพราะมันอ่านภาษาไทยไม่ออก และตึก B มี OT ดึก มันอยู่ไม่ไหว และมันทิ้งท้ายว่า " พี่คงอยู่ไม่ได้ บอกไว้ก่อนเลยเด้อ"
    มันคงไม่รู้ว่า ชะตามันคงต้องได้หางานใหม่ซะแล้ว

    ตอบลบ